Newspaper ad

May 18, 2008 by eareye

Just a clever copy and giving me clear definition of what a good copywriter is.

The first gay

May 18, 2008 by eareye

The beginning story makes me wack. Then it wraps up with the great line. Love

Your transformer car

May 18, 2008 by eareye

I know that  owning transformer car is all guys’ dreams ever. See how it gets real.

Aids on pages

May 7, 2008 by eareye

เลขหน้าบนหนังสือพิมพ์ในอัฟริกาใต้ถูกนำมาใช้ร่วมกับแคมเปญวันเอดส์โลก 1 ธันวาคม

โดยตัวเลขจะแสดงสถิติที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายจากเอดส์ รวบรวมจาก UNICEF และ South Africa Department of Health

เป็นต้นว่า 6 ล้านชีวิตในอัฟริกากำลังเผชิญหน้ากับโรคเอดส์

ดูตัวอย่างอื่นๆได้ที่ http://osocio.org/message/cape_argus_aids_stats/

จะทุบหรือไม่ทุบ

May 7, 2008 by eareye

นาฬิกาในแก้วทรงกลมที่บอกเวลาไม่ได้ มันไม่เดิน

ดีไซน์มาแบบนี้เพื่อใช้ในตอนที่ชีวิตเรามาถึงจุดย่ำแย่ หรือจุดต้องตัดสินใจอะไรซักอย่าง

ถ้าเราตั้งใจจะเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ ก็ลงมือทุบแก้วให้แตกเลย

เมื่อนั้นนาฬิกาก็จะเดินได้ ชีวิตก้าวต่อไป

แต่ถ้าเราอยากจะทนกล้ำกลืนกับสภาวะนั้นอยู่ ก็จงปล่อยให้แก้วยังคงรูปทรงกลมสวยงามต่อไป

แต่แลกกับการที่เวลาไม่ขยับเช่นเดิม

ดีไซน์โดย Alexandra Von Feldmann

โทรศัพท์กับฝูงแกะ

May 7, 2008 by eareye

หัวแกะทำมาจากโทรศัพท์

ลำตัวแกะทำมาจากสายโทรศัพท์

และขาแกะมาจากชิ้นส่วนของหูโทรศัพท์

ถ้าไงขอเปลี่ยนเสียงกริ๊งงงง เป็นเสียงแบะๆด้วยนะคะ

เกลี้ยงไม่เหลือติดขอบถ้วย

May 7, 2008 by eareye

สำหรับคนท

วางเบาๆหน่อยจ่ะ

May 7, 2008 by eareye

หลอดโยคะ

May 6, 2008 by eareye

เคยเห็นคล้ายๆแบบนี้ แต่เป็นโปสเตอร์พิมพ์ 2 ด้าน ปิดบนผนัง โดยปล่อยขอบด้านบนงอลงมา

Welcome Winter

May 4, 2008 by eareye

This is my very very first Blythe named Winter. I just have her today after stalking her photos on a bunch of websites. Then finally I decided to take her home, brush, shampoo her hair, dress her up and of course snap her every single post. However there are not many outfits and accessories coming in a kit; 1 dress, 1 legging, 1 sweater, boots, baskets…and etc. As a photogenic model, I won’t let Winter wear same dresses everywhere I shoot her. So I’ll make her clothes myself! That must be an extraordinary fashion for dolls:)

Blythe Beauty Contest 2008 ทีมไทยเข้ารอบ 2 ประเภทเลย

May 4, 2008 by eareye

งานประกวด custom ตุ๊กตา Blythe ทั่วโลกประจำปี 2008 จัดขึ้นที่ญี่ปุ่น

ทีมไทย Mindtrigger เข้ารอบ finalists ทั้งประเภทNatural look และ Petite beauty ส่วนอีกประเภทที่เหลือ Special beauty ไม่ได้ส่งประกวด

ซึ่งไฟนอลลิสต์แต่ะละประเภทจะมีแค่ 8 ทีมเท่านั้นจากผู้เข้าส่งทั่วโลก

งานcustom คือการนำตุ๊กตา Blythe มาดัดแปลงเริ่มตั้งแต่เปลี่ยนสีผม เปลี่ยนสีตา เปลี่ยนเมคอัพ เหลาคาง

ตัดเย็บชุดเสื้อผ้า เรียกได้ว่าเป็นงานช่างเลยละค่ะ

กติกาของแต่ละประเภทเป็นตามนี้

สำหรับประเภท Natural look มีกติกาว่าห้ามผ่าตัวตุ๊กตา ห้ามถลกหรือเปิดหนังหัว ให้ได้แต่การ finish ผิวเท่านั้น

ประเภท Petite beauty เหมือน Natural ค่ะ แต่ตุ๊กตาที่ใช้จะไซส์เล็กกว่ามากๆ

ประเภท Special beauty อนุญาตให้ถลกหนังหัวได้ และเปิดส่วนหัวได้เช่นกัน การผ่าตัดเช่นนี้เปิดโอกาสให้เราได้รื้อเส้นผมแล้วร้อยสีและแบบเข้าไปใหม่ตามใจ อีกทั้งยังสามารถปรับแต่งวิธีการกลอกลูกตา และเปลี่ยนสีลูกตา รวมทั้งยังง่ายต่อการทำตาให้โตเต็มเบ้าด้วย

ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องใช้ตุ๊กตา Blythe เท่านั้นนะคะ ใช้ยี่ห้ออื่นไม่ได้เลย

เข้าไปดู Finalists ที่นี่เลยค่ะ

http://www.blythedoll.com/eng/special/beauty2008/finalist.html

รูปประกอบคือผลงานของทีมไทยที่เข้ารอบนะคะ

ภาพงานปี 2007 ค่ะ

Imprint: Takashi Miike

May 3, 2008 by eareye

หลังจากดู visitor Q เลยตามหาว่าผู้กำกับมิอิเกะคนนี้กำกับไรอีก

จนมาพบเรื่อง Imprint ดู Trailer แล้วชอบมาก โหดลึกลับสะใจ คอสตูมเป็นกิโมโนผสม สวยมาก

ถึงกับตามหาหนังเต็มๆมาดูทั่วหล้าฟ้าเขียว

ปรากฎว่าหนังเต็มๆ 1 ชั่วโมงจัดว่าเละมาก โทนหนังโอเค แต่ผู้กำกับคุมนักแสดงไมไ่ด้เลย

ต่างคนต่างเล่น ไม่กลมกลืนกัน

ขอแก้ตัวให้ว่าเพราะเงื่อนไขเวลาต้องถ่ายทำให้เสร็จใน 7 วันที่ต่างประเทศ

ใช้ภาษาอังกฤษตลอด ซึ่งตัวมิอิเกะสุดจะไม่ถนัด

พระเอกดันเป็นฝรั่งด้วย คนนี้แหละตัวดีเลย เล่นยังกะละครเวที ทำลายภาพหมดเลย

Box: Takashi Miike

May 3, 2008 by eareye

เป็นหนัง 1 ในสามเรื่องของ Three Extremes หรือ อารมณ อาถรรพ์ อาฆาต 2
ชอบเฉพาะเรื่องแรก Box กำกับโดย Takashi Miike คนนี้รักมาก
บรรยากาศเหมือน Dolls ของคิตาโน่
วิธีการเล่าเรื่องเป็นแนว Experimental ไม่มีการโต้ตอบบทสนทนาเหมือนหนังอื่นๆ
แต่ใช้อารมณ์เป็นตัวเล่า เหมือนฟังเพลง
ใช้สีน้ำเงินและสีแดงเป็นตัวจัดจังหวะหนัง
เหตุและผลไม่จำเป็นสำหรับเรื่องนี้
จุดมุ่งหมายคือถ่ายทอดอารมณ์มากกว่า

นางเอกถูกใจทุกๆประการ ทั้งลีลาหน้าตา และฝีมือ
แต่เสียงพากย์ไทยน่าเกลียดมาก เหมือนท่องเอา
และโทนเสียงเหมือนใช้ไมค์คนละระบบกับนักพากย์ตัวละครอื่นๆ
ดูแปร่งๆที่สุด
ยกเว้นตอนพากย์ตอนร้องไห้ สมจริงดี

เรื่องนี้หลอนมาก ชอบมาก
แต่หลายคนไม่ชอบเลย

Tony Tanitaki

May 3, 2008 by eareye

เรื่องนี้ก็โทนหนังเงียบๆช้าๆเหมือนเดิม
ดูวังเวงๆ พี่หนึ่งคงไม่ชอบ
แต่นางเอกสวยน่ารักสุดๆ ดูลื่นๆดี
นางเอกมีนิสัยชอบซื้อเสื้อผ้า
พระเอกแก่กว่า ไม่หล่อเลย ทำแต่งานพวกวาดภาพไรงี้

เป็นหนังที่เอามาจากหนังสือของคนชื่อ มูราคามิ ฮารูกิ
แต่คิดว่าหนังเรื่องนี้ทำออกมาดีกว่า
น่าจะเพราะนางเอกด้วย
และบรรยากาศ
กะความแก่ของพระเอก

Cube 6

May 3, 2008 by eareye

งานจากโตเกียวโดย Naho Matsuno เก้าอี้เตี้ย 6 ตัวที่ประหยัดเนื้อที่การเก็บ เพราะ6 สามารถรวมร่างเป็น 1 ลูกบาศก์โดยไม่เพิ่มปริมาตรแม้แต่นิด งานชิ้นนี้ได้โชว์ใน Milan Furniture Fair

Can I get a napkin pleaseeeee

May 3, 2008 by eareye

Guerrilla ad ที่น่าประทับใจ เหตุเกิดในฟู้ดคอร์ทที่คนค่อนข้างพลุกพล่าน

อยู่ๆสาวน้อยขายน้ำบังเอิญทำน้ำมะนาวหกเลอะเคาน์เตอร์ เธอเลยตะโกนร้องเพลงแบบเวทีละครเปล่งเสียงมาว่า

ขอกระดาษทิชชู่หน่อยยยยยยได้มั้ยค้าาาาาา ตามด้วยคนรับมุกที่เตี๊ยมมากับเธอเริ่มลุกมาร้องเพลงเป็นทอดๆ เหมือนตอนเราดูละครเวทียังไงยังงั้นเลย สุดท้ายแม้แต่ยามดูแลความปลอดภัยในห้าง ที่เหมือนจะมาตักเตือนว่ากล่าวว่าทำบ้าอะไรกันอยู่พวกแก๊ (ตอนนั้นมีประมาณ 4-5 คนแล้วที่ร่วมประสานเสียงขอกระดาษทิชชูในโรงฟู้ดคอร์ท) ลองดูนะคะว่าพี่ยามจะจัดการยังไงกับกลุ่มก่อการชุลมุนแบบกองโจรกลุ่มนี้

หมูหลุยส์

May 3, 2008 by eareye

หนังหมูลายหลุยส์

ต้นไม้วาดเส้น

May 3, 2008 by eareye

ปล่อยให้ธรรมชาติสร้างงานศิลปะด้วยตัวเอง

Droog’s Do Hit Chair

May 3, 2008 by eareye

เก้าอี้ DIY มีค้อนมาให้เสร็จ ให้คุณทุบมันจนกว่าจะพอใจรูปร่าง

ทำจากเหล็ก .04 นิ้ว

ออกแบบโดย Marjin van der Poll

ราคา $6,718

หลุยส์วิตตองฟ้อง

May 1, 2008 by eareye

ฟ้องแคมเปญ Simple Living ของ Nadia Plesner ที่รณรงค์ให้ความช่วยเหลือภาวะกดดันทางเศรษฐกิจใน Darfur

โดยออกแบบโปสเตอร์และเสื้อยืดเป็นรูปหนูน้อยชาวอัฟริกัน ถือกระเป๋าหลุยส์วิตตอง และยังอุ้มหมาตัวเล็กๆ

ประมาณว่าจะล้อเลียนพารีส ฮิลตัน

แคมเปญนี้เริ่มตั้งแต่ตุลาปี 2007 และมีชื่อเสียงโด่งดังมาก แต่เมื่อต้นปี 2008 ทางหลุยส์วิตตอง

ได้ออกจดหมายแสดงตนว่าพร้อมจะฟ้องนาเดียข้อหาเอาทำลายภาพลักษณ์

แม้ว่าลาย LV บนกระเป๋าถูกบิดเบือนเป็น SL แต่ดูรวมๆแล้วใครก็ต้องรู้ว่ามันคือหลุยส์

มีหลายคนออกมาคัดค้านว่าเป็นสิทธิ์ของศิลปิน และยังเป็นความถูกต้องอันชอบธรรมของ pop culture

ที่ศิลปะได้แสดงออกถึงภาวะความรู้สึกของมนุษย์ต่อกระแสขับเคลื่อนนั้นๆ

หลายคนเรียกร้องให้นึกถึงตอนที่ Andy Warhol ได้ผสมศิลปะกับพาณิชย์เข้าด้วยกัน

http://www.nadiaplesner.com/

ธนบัตรมูลค่า 0 บาท

April 30, 2008 by eareye

เป็นแคมเปญรณรงค์เพื่อต่อต้านการยัดเงินใต้โต๊ะ และการคอรับชั่นทั้งปวงในอินเดีย

ถ้ามีคนขอใต้โต๊ะ ก็ประชดยื่นธนบัตร 0 รูปีให้เลย เตือนสติมันซะ

ธนบัตรนี้ทำเลียนแบบสีของธนบัตร 50 รูปี และมีขนาดใหญ่กว่าธนบัตร 1000 รูปีเล็กน้อยค่ะ

http://mutiny.in/2008/01/18/the-zero-rupee-note/

Japanese train

April 30, 2008 by eareye

ชั่วโมงเร่งด่วนที่สถานีรถไฟในญี่ปุ่น คนล้นตู้ ต้องมีพนักงานคอยดันคนตรงปากประตู

ไม่งั้นปิดประตูไม่ได้ สุดๆ จัดฉากป่าวไม่รู้ ดูเองแล้วกัน

มาสด้ายอมด้วยหรือ !

April 30, 2008 by eareye

ทางมาสด้ารอมชอมให้ทีมครีเอทีฟทำกะโพรดักท์ชอทแบบนี้ได้จิงง่ะ

ยับแต่งาม

April 30, 2008 by eareye

หนังสือที่โดนกระทำซะเละแบบนี้ เคยทำมาแล้วประจำ เวลาพยายามจะยัดม้วนแบบหนาๆใหญ่ๆอัดเข้าไปในชั้น

ประมาณว่าไม่เห็นค่ามันแล้ว จะเละจะไงก็ช่าง

แต่พอมามองรูปนี้ เพิ่งรู้ว่ามันงามได้ด้วย

กล่องกล้วย

April 30, 2008 by eareye

ได้กลิ่นกล้วยหอมโชยมาตั้งแต่ยังไม่เจาะกล่องซะอีก

http://www.thedieline.com/blog/2008/04/on-the-japan-th.html

โลโก้โอริกามิ

April 30, 2008 by eareye

ชันสูตรหนังสือ

April 30, 2008 by eareye

แผนที่ทรงกลม

April 30, 2008 by eareye

งานประติมากรรม Mix media; Construction with map pieces ของ Chris Kenny

Milan Design Week 2008

April 30, 2008 by eareye

ชมภาพแกเลอรี่ได้ที่นี่

มีงานน่าสนใจในโจทย์ Clean โดยได้แนวความคิดมาจากการใช้ชีวิตในค่ายลูกเสือสำรองมาใช้แหง

หญิงสาวผู้หวาดกลัวความสุข

April 30, 2008 by eareye

โดย โยชิโมโต บานานา แปลโดย ฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์ ภาพโดย วิศุทธิ์ พรนิมิตร สำนักพิมพ์ไต้ฝุ่น

เล็งเล่มนี้มานานแล้วจากเวบไต้ฝุ่นเอง แต่ไม่ได้ไปโอนเงินให้ทางเวบซักที เลยไมไ่ด้อ่าน

จนเมื่อวานไปคุ้ยหนังสือที่ซีเอ็ดมาเรื่อยเปื่อยก็บังเอิญเจอเล่มนี้โชว์สันบางๆสอดตัวอยู่

ไม่ต้องพลิกข้างในอ่านดู ซื้อทันที ก็ชื่อบานานารับประกัน

แต่ชะงักนิดหน่อย ทำไมเล่มมันบางยิ่งกว่าสมุดโน้ตซะอีก มีอยุ่ไม่ถึง  100 หน้าเองมั้ง

เนื้อหาข้างในแรกๆคิดว่าเป็นเลสเบี้ยนซะอีก

พูดถึงปกกะภาพประกอบ ภาพหน้าปกเนี่ยชอบโทนสีและการใช้ typeface

ก็ถือว่าใช้ได้

ขนาดตัวหนังสือนี่เป็นอีกเรื่องที่ไม่ชอบ มันใหญ่ไป ไม่เข้ากะมู้ดของเรื่อง

สไตล์การแปล อืมม..ใช้สรรพนามแปลกๆ คำขยายไม่ค่อยกินใจ

รวมๆแล้วเกือบจะพูดได้เต็มปากว่าชอบ

แต่ก็ยังไม่ชอบ เนื้อหาเล่มนี้เหมือนบานานาเขียนขัดตาทัพไงพิกล ไม่ค่อยอิ่มเลย

อาจจะรีบเขียนมั้ง เอาเป็นว่าผิดหวัง

หม้อยิ้ม

April 29, 2008 by eareye

555

Paul Rand: Logo design

April 29, 2008 by eareye

Paul Rand, logo for Enron Corportion in front of the company’s corporate headquarters in Houston, Texas. Photo by James Nielsen/Getty Images.

After the 2002 collapse of the company under the weight of its fraudulent business practices, [Paul] Rand’s “E” took on a whole new meaning. Rechristened the “crooked E,” it inadvertently became the most powerful anti-logo of its time. No parodist of corporate identity could have devised a more startling outcome.

The Enron debacle created much soul-searching among the graphic design community, as artists pondered the ethical dimensions of their power to shape people’s perceptions.

by Stephen Eskilson’s Graphic Design: A New History

http://www.designobserver.com/archives/030468.html

ข้างหลังบิลบอร์ด

April 29, 2008 by eareye

“L’Oréal Paris — Because You’re Worth It” by Stephen Gill

ตลกแบบขำไม่ออกดี

http://www.designobserver.com/archives/000090.html

Target Ad at New York

April 29, 2008 by eareye

Print advertisement for Target Corporation, Me Company, 2005

http://www.designobserver.com/archives/005601.html

Helmut Krone, period

April 29, 2008 by eareye

Print advertisement for Polaroid. Copy by William Casey, photograph by Bert Stern, art direction by Helmut Krone, Doyle Dane Bernbach, 1958

Print advertisement for Volkswagen. Copy by Julian Koenig, art direction by Helmut Krone, Doyle Dane Bernbach, 1959

Print advertisement for Avis. Copy by Paula Green, art direction by Helmut Krone, Doyle Dane Bernbach, 1963

Print advertisement for Audi. Photograph by Manny Gonzalez, art direction by Helmut Krone, Doyle Dane Bernbach, 1978

Print advertisement for Porsche. Copy by Tom Yobaggy, photograph by David Langley, art direction by Helmut Krone, Doyle Dane Bernbach, 1979

http://www.designobserver.com/archives/016970.html

Mercedes GPS: Paris, London, Madrid

April 29, 2008 by eareye

“Never get lost again. New Mercedes A Class with GPS.”

Advertising Agency: CLM/BBDO, Paris, France
Creative Directors: Jean François Sacco, Gilles Fichteberg
Art Director: Sophian Bouadjera
Copywriter: Laurent Laporte

Audi RS 6 ยิมนาสติค

April 28, 2008 by eareye

Advertising Agency: BBH, London, United Kingdom
Creative Team: Toby Allen, Jim Hilson, Kevin Stark, Nick Kidney
Producer: Olly Chapman
Assistant Producer: Matthew Towell
Production Company: Prettybird
Director: Paul Hunter
DP: Alex Barber
Producers: Kirstin Emhoff, Mike Rosen
Editor: Andy McGraw @ Cut & Run
Post-Production: The Mill
Telecine: Mick Vincent
Lead Flame: Yourick Van Impe
3D: Han Ter Park

รักแห่งสยาม

April 27, 2008 by eareye

ตกข่าวมาหลายเดือน เพิ่งได้ตามมาดูรักแห่งสยามค่ะ ก่อนนี้ไม่คิดจะดู เพราะทึกทักไปเองจากใบปิดหนังและเอ็มวี

ว่าคงเป็นหนังรักใสๆหัวใจวัยรุ่น สมหวัง กุ๊กกิ๊ก สนุกสนาน ซึ่งตัวเองเป็นบุคคลที่ไม่ชอบหนังความสุขอย่างแรง

แต่พอรู้ว่าพลอยกับสินจัยเล่น เเละกระแสบอกว่าเล่นได้ดี ประกอบกับเป็นหนังรักไม่สมประกอบที่ตรงข้ามกับใบปิดเลย

เลยลองหามาดู และพบว่าเป็นหนังที่ดีเรื่องหนึ่ง ทั้งบท จังหวะ เพลง ภาพ นักแสดง เข้มข้น

เรื่องรักระหว่างแม่ลูก และครอบครัว ถือได้ว่าข้นพอๆกับรักวัยรุ่นเลย ต้องยกฝีมือการวางไลน์

และฝีมือของนักแสดงมือฉมังอย่างสินจัยกับพลอย

แต่ไม่ใช่ว่าหนังจะดีหมดทั้งเรื่อง เอาเป็นว่ามีหลายส่วนที่ไม่ชอบ ขัดหูขัดตามากๆ

ที่ชัดๆเลยฝีมือและการวางลุคของกบทรงสิทธิ์ ดูแล้วไม่เชื่อตามเลยว่านี่คือรักของพ่อ

ยังรู้สึกเหมือนว่าพี่แกเล่นเอ็มวีเพลงรักของตัวเองอยู่ตลอดเวลา

น้องๆนักแสดงคนอื่นๆเล่นได้ดีพอใช้ได้ค่ะ คนที่ดูจะด้อยที่สุดแข็งที่สุดคือน้องโดนัท ทั้งๆที่บทน้อยแล้วนะ

แต่ออกมาทีไรก็กระด้างตลอดเลย

ส่วนเพลง ได้ยินมาก่อนจะได้ดูตัวหนัง ยังคิดว่าทำไมเพลงนี้ฮิตงี้ เพิ่งรู้ว่าเพราะมัน

อยู่ในบริบทของหนังลักษณะนี้ ซึ่งส่งกันมากๆ

จุดบกพร่องอื่นๆที่หลุดๆก็มีให้เห็นบ้างประปราย อย่างเรื่องของบทพูดไม่สัมพันธ์กับภาพ

ถ้าเกลาอีกนิด จะดีมากๆเลย อยากเห็นหนังรีเมคอีก 10 ปีข้างหน้า จากมุมมองผู้กำกับอนาคตบ้าง

แต่ถ้ามาทำละครหลังข่าวไม่เอานะคะ ต้องเละและบิดเบือนแน่ๆ

เดี๋ยวจะไปตามอ่านย้อนหลังคำวิจารณ์หนังเรื่องนี้ว่าเค้าคุยไรกันไปแล้วมั่งในห้องเฉลิมไทย

เคล็ดลับและมารยาทในการทำงาน (หนังสือภาพ)

April 27, 2008 by eareye

ฮิโรโกะ นิชิเดะ เรียบเรียง

มิกิ อิโต ภาพ

กิ่งดาว ไตรยสุนันท์ แปล

สำนักพิมพ์ภาษาและวัฒนธรรม สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น)

หนังสือที่ภาพประกอบคล้ายๆสไตล์แป้งภัทรีดา แต่แอบชอบมากกว่า

เล่าถึงมารยาทที่ควรทำและไม่ควรทำ อย่างเช่นสาวทำงานไม่ควรออกจากบ้านโดยไม่แต่งหน้าเลยซักกะติ๊ดด

เวลายื่นนามบัตรให้กันต้องยื่นให้สองมือด้วย แถมถ้าเราเป็นผู้มาเยือนต้องให้ระดับมือที่ยื่นต่ำกว่า host ด้วย

รุ่นน้องจะกลับบ้านก่อนรุ่นพี่ไมไ่ด้ด้วยนะคะ และยังสอนการเคารพให้ทำงานเป็นทีม สไตล์ญี่ปุ่นเค้า

อื่นๆอีกมากมายอัดแน่นเต็มเล่ม

เหมาะกับคนที่อยากศึกษาวัฒนธรรมการทำงานของญี่ปุ่น และยังปรับใช้เป็นสากลได้หลายๆกรณีด้วย

ตัดสินใจซื้อเพราะหน้าปก กับชื่อคุณวาดภาพประกอบ และพอกลับบ้านมาเปิดข้างในที่อุดมไปด้วยภาพวาดและภาพวาด

ยิ่งหลงรักจนต้องเขียนถึง

ยังมีอีกเล่มที่นอนรอจะอ่านต่อ เป็นมารยาทบนโต๊ะอาหาร ซีรีย์ต่อจากเล่มนี้ค่ะ

เลิฟ เลิฟ

ห้องน้ำผีสิง

April 24, 2008 by eareye

งานกอริลล่าแอดโปรโมทหนังผี โดยดัดแปลงห้องน้ำในผับของจริง

เมื่อผู้ใช้งานเข้าห้องน้ำ ไฟธรรมดาจะเปลี่ยนเป็น Black light

และมีภาพฉากสยองในหนังปรากฎตามกำแพง ตามด้วยก๊อปปี้โปรยว่า

“See what others don’t see. 13TH STREET. The Action and Suspense Channel”.

Nowhere to hide

April 24, 2008 by eareye

“Nowhere to hide.”

Advertising Agency: Saatchi & Saatchi, Bangkok, Thailand
Executive Creative Directors: Andy Greenaway, Joel Clement
Creative Director: Panu Meepaibul
Art Director: Somboon Charukijphaisarn
Copywriter: Bhakpong Skonvitayanon
Photographer: Colorzync
Retoucher: Visionary

ม้าหมุน

April 24, 2008 by eareye

ม้านั่งสาธารณะหมุนเพลทรองนั่งได้ เพื่อสับเปลี่ยนให้ได้เพลทที่แห้งกว่าในวันที่ฝนกตกคืนก่อน

คิดง่ายทำง่าย น่ามีแบบนี้ตั้งนานแล้ว

ไต้ฝุ่นแบนด์ Me in the dark

April 24, 2008 by eareye

ฟังเพลงที่นี่ http://www.myspace.com/thetyphoonband

รายละเอียดที่นี่จ้า http://www.typhoonbooks.com/web/prabda_thai.html

อารมณ์ดาร์คๆ หม่นหมอง ชอบมากๆ ฟังแล้วหนแรกนึกถึงเพลง Angel Jimi Hendrix แต่ยังไม่พีคเท่า

ฟังหนต่อๆมารู้สึกว่าเมโลดี้ 3- 4 ตัวตอนท่อนเพราะสุดติดหู พยายามนึกอยู่ว่ามันคล้ายสไตล์เมโลดีอะไร

ตอนนี้นึกออกแล้วแต่ลืมชื่อ

ไม่ชอบการออกเสียงของนักร้องเท่าไหร่ น่าหาคนใหม่ที่เสียงไม่ขรุขระเท่าคนนี ไม่ก็ออกเสียงภาษาอังกฤษลื่นกว่านี้หน่อย

รวมๆแล้วชอบมาก จะไปซื้อแล้วว

VW latest ad

April 24, 2008 by eareye

Hugging Book

April 24, 2008 by eareye

for me and him

กอด

April 23, 2008 by eareye

ผู้หญิงน่าจะหลับตานิดนึงนะ

Client: Australia Post
Agency: Fortune Promoseven, Riyadh
Creative Director: David Anderton

ตึกรังนก

April 21, 2008 by eareye

The Beijing Olympics Famous

Bird’s Nest

Opened to the International Media

http://www.artknowledgenews.com/Birds_Nest_National_Stadium-Beijing.html

Life is in spiral

April 20, 2008 by eareye

วัดจีนแห่งหนึ่งในหม่าเก๊า และบรรดาธูปทรงเกลียวที่ใช้ในการบูชาและแผ่ส่วนบุญส่วนกุศล

ให้กับชื่อของบุคคลที่เขียนติดไว้ที่แผ่นป้ายแดงปลายบนสุดของยอดกรวยธูป



Snap shot by Aimee

เปิดหูเปิดตากับหนังอิหร่าน แต่โดนปิดหูปิดตาในเมืองไทย

April 20, 2008 by eareye

สถานที่ House Rama theatre กรุงเทพ ประเทศไทย

เวลา 12.30 วันที่ 20 เมษายน 2551

จำนวนผู้ชมในโรง 7 คน

โปรดยืนถวายความเคารพก่อนชมภาพยนตร์

เข้าใจละว่าทำไมอิหร่านถึงห้ามฉาย และก็เข้าใจมากขึ้นว่าทำไมหนังหลายเรื่องห้ามฉายในเมืองไทย อาเมน..

เวบไซต์หนัง http://www.sonypictures.com/classics/persepolis/

Growing Typography

April 18, 2008 by eareye

“A Self Printing”

from Oscar Diaz

Feminism

April 15, 2008 by eareye

Why do women often only earn half.

Even tough they are worth the same?

Tolga Büyükdoganay, Creative Director
Florian Nussbaumer, Creative Director & Copywriter
Tolga Büyükdoganay, Art Director
Elisabeth Laggner, Graphic Designer
Verena Kohler, Account Manager

Source: http://commercial-archive.com/node/143327

ชอบแฮะ สำหรับความรู้สึกรุนแรงที่เต้นอยู่ท่ามกลางชีวิตประจำวัน

เป็นความขัดแย้งและเป็นการตีแผ่ความจริงที่น่าสนใจ

Branded for Life.

April 15, 2008 by eareye

Sittipun Chaitherdsiri (Photographer)
Thirasak Tanapatanakul (Executive Creative Director)
Chaidan Tiamsai (Copywriter)
Laak Aramsril (Art Director)
Thirasak Tanapatanakul (Art Director)
Studio: Visionary

ภาพน่าหดหู่จริงๆ เห็นแล้วรู้เลยว่าหนูๆเหล่านี้รู้สึกอย่างไร เอาเป็นว่าถ้าไม่นับก๊อปปี้ Branded for Life แคมเปญนี้นับว่าใช้ได้ จะให้ดีกว่านี้ลองเปลี่ยนก๊อปปี้ใหม่ดูดีกว่า

The SimPod

April 15, 2008 by eareye

This is cute!

Still Richer in Aroma.

April 14, 2008 by eareye

สมกับเป็นแอดจากเมืองน้ำหอมมั้ยเนี่ย

“Still richer in aroma.”

Advertising Agency: Publicis Conseil, Paris, France
Photographer: Roberto Badin
Creative Director: Olivier Altmann
Art Director: Quentin Schweitzer
Copywriter: Nicolas Callot
Art Buyer: Marie France Capri
Model maker: Olivier Favart
Retouching: Asile

Nokia Harmony; Design for everyone

April 14, 2008 by eareye

มุกร่วมรักสมัครสามัคคี และเพลงปลุกใจทำนองเนี้ย เล่นซ้ำไปซ้ำมาเป็นสิบปี

แต่ที่โนเกียยังทำให้เวิร์คอยู่ได้แม้มุกจะเก่า ต้องยกนิ้วให้ฝ่ายโปรดักชั่นเลยค่ะ

Advertising Agency: Wieden + Kennedy, London, United Kingdom
Creative Directors: Matt Gooden, Ben Walker
Art Director: Peter Gatley
Copywriter: William Spencer
Agency Producer: Rachel Hough
Production Company: BlinkINK, London
Producer: Annie Hart
Directors: Pleix
DOP: Alex Barber
Post Production House: MPC, London
Offline Editor: Dominic Leung
Flame Operator: MPC, London
Telecine Operator: MPC, London
Composer: Peter Rayburn @ Soundtree, London

New logo for Discovery Channel

April 14, 2008 by eareye

โลโก้ตัวใหม่ของช่องดิสคัฟเวอรี่ มีบางคนบอกว่ามันเวิร์คกว่าเก่า

ดูสวยที่ Type treatment (อันนี้เห็นด้วย) และยังเป็นการเพิ่มไอเดนติตี้ให้ตัวชื่อของช่องเองเด่นกว่าขนาดของโลกอีกด้วย

ส่วนตัวแล้วคิดว่าใช้ได้ และตรงตามสูตรการพัฒนาโลโก้ที่ว่ายิ่งเก่าแก่ยิ่งต้องเรียบเข้าไว้

Nine Lives

April 13, 2008 by eareye

เอื้อเฟื้อจาก AE สาวสวยน้องหนุยซึ่งเธอชอบมาก ถึงกับมีสะสมไว้ 2 เล่ม ฉบับพิมพ์ครั้งแรกกับล่าสุด

ต้องบอกว่าเล่มนี้นายทรงศีลทำได้เกือบดีมากๆ (ตอนนี้จัดอยู่ในขั้นดี)

เปิดอ่านแล้วก็ไม่แปลกใจที่จะต้องซื้อเก็บไว้สะสม เพราะเนื้อหาและลายเส้นมีสเน่ห์มาก

แต่มันยังไม่โดนใจเราเข้าจังๆเท่าไหร่ อยากให้ขัดเกลากว่านี้ เพราะรู้ว่ามีแวว และมีทางที่จะไปได้ดียิ่งๆขึ้น

1. สไตล์การเล่าเรื่อง การเลือกใช้คำ ยังไม่สละสลวย และยังขาดพลังในการร้อยถ้อยคำ อยากให้ประณีตกว่านี้ หรือหาคนช่วยเรียบเรียงที่เป็นมืออาชีพมาช่วยทำให้เลย ส่วนพลอตเรื่องโอเคแล้วค่ะ

2. ความสม่ำเสมอของลายเส้น; ต้องบอกว่าเกือบแล้วที่จะได้ขึ้นหิ้งบูชา มีหลายหน้าเลยที่ตะลึงมากๆ ชอบที่นำเอาศิลปะวาดภาพแบบญี่ปุ่นโบราณ(น่าจะเรียกว่ายูคิโอะหรือเปล่าไม่แน่ใจ อย่างภาพวาดคลื่น หรือสะพาน)

แต่เสียดายที่หลายๆหน้า เช่นภาพแมวโคลสอัพไปที่กระจกตา ดูเหมือนไม่ใช่คนเดียวกันวาด ดูหยาบและไม่ต่อเนื่องกันกับภาพสวยๆหน้าอื่น

ก็ขอฝากแค่นี้ค่า

Touch of ligatures

April 13, 2008 by eareye

http://www.flickr.com/photos/clagnut/2373125423/in/pool-37718678610@N01

ฉลากบนขวดเครื่องแกงกะหรี่ เล่นได้แปลกตาดี น่าจะมีความหมายแฝง

ขอทายว่าต้นความคิดมาจากการผสมลีลาของอักษรอาหรับเข้ากับอักษรโรมัน โดยใช้ ligatures เส้นโค้งอันเป็น symbolic ทางศาสนา

Marimekko

April 13, 2008 by eareye

แป้น

April 13, 2008 by eareye

http://www.flickr.com/photos/alexcarpenterphotography/2376865059/in/pool-37718678610@N01

ความพิกลพิการที่น่าสนใจ

3 dimensional typeface

April 13, 2008 by eareye

หรืออีกชื่อว่า Action type ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อให้เด็กได้รู้จักตัวอักษรโดยการจับต้องและสัมผัส

ที่มา http://raketentim.de/portfolio/index.php/2005/actiontypes-2/

อักษรลาว

April 13, 2008 by eareye

ที่มา http://rspas.anu.edu.au/rmap/newmandala/2008/04/11/something-for-the-whole-family/

ช่วยด้วยย ยย ย..

April 13, 2008 by eareye

หยด แผละ ติ๋งงง

April 13, 2008 by eareye

อี

April 12, 2008 by eareye

e. นวนิยายแห่งความตอหลดตอแหล อาหารเที่ยงและ ก.ก.น.ที่หายไป

ผู้แต่ง : matt.beaumont
ผู้แปล/เรียบเรียง : จิบเดียวก็ซึมเกิร์ล
หมวด : นิยายแปล
ชนิดปก : ปกอ่อน
จำนวนหน้า : 361 หน้า
พิมพ์ครั้งที่ /พศ. : -/-
สำนักพิมพ์ : เนชั่น
ขนาด : 14 x 21 ซม.

เร่ื่องราวอีๆทั้งหลายของคนในออฟฟิศเอเจนซีโฆษณาในลอนดอน (หนึ่งในท้อปทเวนตี้ของโลก) เล่าผ่านอีเมลล้วนๆ

แรกๆจะอ่านแล้วงงนิดหน่อยเพราะไม่มีการเท้าความว่าอีเมลฉบับนี้คนเขียนมีตำแหน่งอะไร คือต้องเดาเองเองไปเรื่อยๆจากบริบทรอบๆ อ่านๆไปครึ่งเล่มก็เริ่มมันส์แล้ว ได้รู้ความตอแหลของคนในวงการนี้แบบขำๆ น่าเอาไปทำหนังนะ (หรือทำไปแล้ว ((เรื่องนี้ตีพิมพ์ปี 2000)) ) แต่ถ้าทำหนัง ช่วยหาคนแปลบทพูดที่ไม่ใช่ “จิบเดียวก็ซึมเกิร์ล” และหาคนพิสูจน์อักษรทีมใหม่ด้วยค่าาาา เข็ดจากเวอร์ชันแปลเป็นไทยมากๆ อ่านแล้วเหมือนว่าใช้เครื่องช่วยแปลภาษาจากโปรแกรมเลย อรรถรสความมันส์จืดลงเยอะ แถมมีสะกดผิดอีกยุ่บยั่บ

Yael Naim-New soul

April 11, 2008 by eareye

I’m a new soul
I came to this strange world
Hoping I could learn a bit bout how to give and take
But since I came here, felt the joy and the fear
Finding myself making every possible mistake

La, la, la, la (21x)
La, la, la, la (21x)

See I’m a young soul in this very strange world
Hoping I could learn a bit bout what is true and fake
But why all this hate? try to communicate
Finding trust and love is not always easy to make

La, la, la, la (21x)
La, la, la, la (21x)

This is a happy end
Cause you don’t understand
Everything you have done
Why’s everything so wrong

This is a happy end
Come and give me your hand
I’ll take you far away

I’m a new soul
I came to this strange world
Hoping I could learn a bit bout how to give and take
But since I came here, felt the joy and the fear
Finding myself making every possible mistake

New soul… (la, la, la, la,…)
In this very strange world…
Every possible mistake
Possible mistake
Every possible mistake
Mistakes, mistakes, mistakes…

Aveo Lux-Women always look good

April 11, 2008 by eareye

Audi-Design to thrill

April 11, 2008 by eareye

Pee like a man

April 9, 2008 by eareye

Cadbury London

April 9, 2008 by eareye

TCDC

March 30, 2008 by eareye

becomes one of my favorite places–among home, home and house.

Even though there are not many books written about advertising design as I expected, I think it’s a good place to cave in.

Wishing that TCDC would have much more books in graphic design fields as much as in Kinokuniya.

กลายเป็นสถานที่สุดโปรดรองจากบ้านไปซะแล้ว เสียดายว่าไกลไปนิด

และก็มีหนังสือเกี่ยวกับแอดน้อยเกินไปหน่อย แต่บรรยากาศก็ดี คนน้อยดี หนังสือเยอะพอสมควร

ถ้ามีหนังสือพอๆกะที่คิโนะก็คงสมัครสมาชิกแบบแพลตนั่มแน่ๆ แต่ตอนนี้ขอแค่พรีเมียมก่อน

The thirteenth tale, Diane Setterfield, ศศมาภา

March 30, 2008 by eareye

ตัวหนังสือวาดภาพได้ นี่คือความรู้สึกประทับใจสุดๆเล่มนี้ ในช่วงบทแรก หลายหนที่สำนวนไดแอนและศศมาภาทำให้ต้องย้อนกลับไปอ่านแล้วอ่านอีก เพราะติดใจในรสชาติ เหมือนตอนกินไอศครีมแมงโก้ที่หวานหอมและเสียดายไม่อยากให้มันหมด
13.jpg

สิ่งที่ชอบลำดับต่อมาคือตัวเอกของเรื่องเป็นคนที่รักหนังสือเหมือนตัวเอง

แต่น่าเสียดายที่ไอศครีมแมงโก้ถ้วยนี้ดันมีแครกเกอร์หยาบๆป่นรวมอยู่ด้วยบางช่วง ถึงแม้ว่าเนื้อของสำนวนจะหอมอร่อย แต่พลอตเรื่องและความจงใจจนขาดธรรมชาติบางอย่างไป เป็นการแต่งเติมที่ไม่ละมุน จะเรียกว่าหักมุขก็คงไม่เชิง เพราะว่ามันเป็นมุขที่ไดแอนจงใจเผยและหย่อนให้เราได้รู้คำตอบล่วงหน้าแล้ว ไม่ท้าทายต่อคนอ่านเลย เข้าใจว่าคงเป็นรสนิยมของไดแอนที่ชอบกินแครกเกอร์ผสมไอศครีม อาจจะเพื่อให้ขายได้ดีมีคนชอบคนซื้อมากขึ้น หรือเพื่อเตรียมพร้อมพัฒนาไอศครีมสูตรนี้พร้อมรับประทานกับป๊อปคอร์นในโรงหนังก็ได้กระมัง

ฤดูร้อน ดอกไม้ไฟ และร่างไร้วิญญาณของฉัน, โอตสึ อิจิ

March 30, 2008 by eareye

ชอบมาก แต่เสียดายว่าคุณโอตสึ อิจิ ไม่เขียนแนวนี้ออกมาเท่าไหร่แล้ว เล่มอื่นๆของเขาเลยไม่โดนใจ ไม่ขึ้นหิ้ง

12.jpg

Twisted story while giving me sophisticated emotion. Even though the plot like this has ever occurred in several countries but hardly compare to Oatsu’s. I could say that his style is one of the avant-garde represented Japanese horror culture in recent decade. It is the best of Oatsu’s collection.

kitchen, Banana Yoshimoto, ปราย พันแสง

March 30, 2008 by eareye

ถูกรสนิยมเป็นที่สุด… ยกเว้นปกที่ออกแบบโดยใครนี่แหละ ช่างขาดเอกลักษณ์โดยสิ้นเชิง จะเรื่องคิทเช่นหรือนางสาวต่างหูมุข คุณพี่เขาก็ออกแบบได้แนวเดียวกันเดียะ เลยต้องยกปกจากฉบับภาษาอื่นมาแปะไว้ในหน้าเวบแทน….

11.jpg

เคยซื้อมานานแล้วเล่มนี้ในงานสัปดาห์หนังสือ 5-7 ปีก่อน แต่ซวยค่ะ จำนวนหน้าในเล่มโดนตัดหายไป 50 กว่าหน้า ซึ่งเพิ่งมารู้ทีหลังเอาเร็วนี้หลังยืมเพื่อนน้องสาวอ่าน ว่ามันเป็นส่วนสำคัญด้วยที่หายไป สำนวนของบานาน่าเล่มนี้ พริ้วมาก โดนใจ แตกต่างและเข้าถึงอารมณ์ความเหงาได้ดีเกินฝีมือใครๆ งานนี้ต้องยกมือให้ปราย พันแสง คิดว่าเขาน่าจะเหมาะกับงานแปลตัวที่หนังสือน้อย และเกี่ยวกับความรักมากกว่า อ้อ ปรายน่าจะแปลหนังสือที่แต่งโดนคนเขียนหญิงได้ดีกว่าคนเขียนชายนะที่สังเกต สาเหตุที่ชอบ

ตรงกับบุคลิกของตัวเอง อาจจะเพราะว่าข้อมูลเกี่ยวกับตัวละครน้อยแต่ไม่แบน จนทำให้เราสามารถลิงค์ตัวเองถมช่องว่างในเนื้อเรื่องได้อย่างสมบูณ์

น้อยแต่มาก

มากแต่น้อย

พอดีคำ

Tokyo Tokyo continues, Anchalee

March 30, 2008 by eareye

ให้คุณพร้อมตะลุยโตเกียวอย่างมีสไตล์และรสนิยม..อืมม..ไม่จริงเลย

1.jpg
ตัดสินหนังสือจากปกอีกแล้ว เป็นคนไม่เคยลังเลกับราคาของหนังสือเลย เรียกได้ว่าถ้าชอบแล้วจะไม่เหลือบดูและไม่ลังเลที่จะซื้อเลย เล่มนี้เหมือนกัน ชอบเพราะเกี่ยวกับโตเกียว และหน้าปกก็โดน แต่เสียดาย เสียดายที่น่าจะอ่านทดสอบเชิงวรรณศิลป์ของคนเขียนซักหน่อยก็ยังดี จะได้ไม่ซื้อ สาเหตุแบ่งได้ดังนี้

หน้าความเป็นมา (หรือคำเกริ่นนำ) ฟ้องออกมาแล้วว่า anchalee is not my type. ดูจากภาษาที่หลีกเลี่ยงการแสดงสรรพนามบุรุษที่ 1 กล่าวคือ เธอจงใจจะไม่เรียกแทนตัวเอง ใช้คำหลบๆซ่อนๆ ทำให้เกิดความเคลือบแคลงว่านี่เธอจริงใจกับคนอ่านมากน้อยแค่ไหนกัน และ anchalee ยังคงสภาพ”ไว้เนื้อไว้ตัว” แบบนี้ไปจนจบเล่ม (ถึงแม้จะอ่านไม่จบ อ่านได้แค่ครึ่งเล่มก้อเลิก)

ภาษา reluctant ใช้คำซ้ำไปมา ไม่มีศิลปะการพรรณนา เปรียบได้เหมือนกับนั่งฟังคนขายสินค้าไดเร็คท์เซล ที่ใช้คำมาโน้มน้าว มากกว่าจะแสดงตัวอย่างพิสูจน์ อย่างบอกว่าดีมาก ดีที่สุด ดีเกินใคร เราจะได้ชมศิลปะ แฟชั่น สถาปัตยกรรมและดีไซน์ (พบวลีแบบนี้ได้ทั่วไปทั้งเล่ม) แต่ไหนล่ะ ข้อ support เหล่านั้น anchalee lacks of supporting or any other evidence to prove what she urged.
ไม่มีการ persuasive เลย จริงๆแล้วโตเกียวมีเสน่ห์มาก ทั้งเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่าสัมผัส แต่ตัวคนเขียนกลับเขียนได้ไร้เอกลักษณ์ ถ้าเปลี่ยนหัวข้อเป็น Spain Spain continues และเปลี่ยนชื่อสถานที่ข้างในเป็นของสเปน ก็ยังไม่รู้สึกแปลกเลย
ข้อแนะนำ ถ้าอยากเที่ยวโตเกียว อย่าอ่านเล่มนี้เลย หาเล่มที่เป็น official Tokyo travel guide ยังจะคล้ายๆกัน แถมไม่ต้องทนสำนวนมี่คุณ anchalee ประดิษฐ์ขึ้นอย่างมีสไตล์และรสนิยมของเธออีกด้วย Amen…

A Slow Boat to China

March 30, 2008 by eareye

slowboat.jpg

Even though I’m not a groupie of Haruki Murakami, my shelve is full of his book collection. Usually I enjoy his long novel like South of the Border, West of the Sun because the depressed and unpredictable characters. I could say that his style fit my personality because I’m a noir person and lack of logistic, totally sometimes. I have respected Murakami as a middle between orthodox and experimental narrator. And I did see him as that middle level UNTIL A Slow boat to China arrived to my shelve book. He is an experimental narrator totally without any doubts. Maybe I assumed that this book could be the very first style before he developed it into his later novels. (Yes ! It is I’m right, just checked with wikipedia, the Slow Boat was published in his early writing period, 1980.) The short stories are so different than his novels in so many ways. Telling stories in limited time like this made him throwing out of orthodox ways. (It is the old fashion narrative that based on chronicle, dialogue, and logistics.) In the Slow Boat, he moved the stories like a music. Using rhythm instead of timing to lure readers, I don’t have to find out the conclusion like Agatha’s but just let Murakami conducted his orchestra band to wherever he wanted me to feel. Try it if you adore Kill Bill I as a new wave of rhythm telling story.

A book from my trash

March 30, 2008 by eareye

One of a dozen that sleeping in my trash. Amen..
picture-4.png
I’m picky in style, especially the style that I expect above the line. And as I worship the innovative idea, of course nothing in the world does not relate or being inspired by something. But come on, please don’t clone the masterpiece if you don’t really get into the guts. I don’t wanna discredit this book by giving its credit like title, author and so on. I adore Haruki Murakami cuz I believe in his own style. The style that is not a fashionable. The style that makes him the real one. So I’m disappointed if there is someone who loves Murakamis’ style as well and ‘express’ it by copying him. This is unacceptable for me and for that person. Because I can tell from the first paragraph whom the book is inspired by. But the most important thing beyond that is how clever that person created it in his own soul which I don’t see at all. The only thing I see just the ‘wanna be Murakami’. At the end of the tunnel, I threw the book into my trash.

เรื่องตบตา, ปราบดา หยุ่น

March 30, 2008 by eareye

prapda.jpg

ไม่รู้เป็นอะไร หนังสือของปราบดาจะไม่อยากอ่าน อาจจะเป็นเพราะชื่อของนักเขียนซีไรท์ที่ทำให้ติดภาพทางลบส่วนตัว เหมือนกับที่รู้สึกกับหนังออสการ์ทั้งหลาย แต่หนนี้หยิบเพราะหยิบมาจากชั้นหนังสือเจ้านาย ที่เรายกย่องให้เครดิตว่าเป็นชายและหญิงผู้มีความคิดมีรสนิยม แยกแยะของดีของเลวได้ อีกอย่างคือเราเป็นคนตัดสินหนังสือจากปกในกรณีที่หนังสือเล่มนั้นนักเขียนไม่น่าสนใจ แต่ถ้านักเขียนน่าสนใจ ต่อให้ไม่มีปกก็หยิบ ปกหนังสือเล่มนี้ไม่เหมือนปกที่ปราบดาเคยออกแบบ อย่างน้อยก็เมื่อ 2 ปีก่อน ให้กับหนังสือแปลสยองขวัญญี่ปุ่นทั้งหลาย ที่แม้ว่าเนื้อหาข้างในจะต่างกัน คนเขียนคนละคน แต่หน้าปกกลับเหมือนยังกะเรื่องเดียวกัน แต่ๆๆๆ แต่หนนี้ปกโดนใจมากๆ ใช้ประติมากรรมแทนที่จะใช้แต่เครื่องมือของ adobe และยังเป็นประติมากรรมน่าขนลุกผสมน่าทึ่ง ส่อให้คิดว่าข้างในต้้องมีอะไรขัดแย้งชวนพิศวงเหมือนกวางผิวลูกแก้วหัวนี้แน่ๆ นอกนั้นก็ชอบการปั๊มนูนและเนื้อกระดาษ ดูตั้งใจที่จะทำหนังสือออกมาจริงๆ พอพลอกหลังหนังสือขอดูว่าใครออกแบบ พบข้อผิดพลาดทาง Typography นิดหน่อย ที่ไม่น่าจะผิด และเสียดายมากๆเลยที่ผิด ทั้งๆที่เนื้อหาข้างในไม่มีตัวสะกดไหนเลยที่พลาด เสียดายๆ แต่ขอไม่เฉลายว่าตรงไหน เชิญฝ่ายกราฟฟิคพบเองเห็นเอง

เมื่อจบเรื่องชมแล้ว ยังมีให้ชมอีกประมาณ2-3 บทแรก ปราบดาเขียนหนังสือเป็น อ่า…มิน่าเขาถึงมีชื่อเสียง ถ้าใครอยากจะเขียนบทความสไตล์อเมริกันให้เก่ง มี thesis statement มี argument และเหตุผลสนับสนุน ที่น่าใจและมี supporting ที่ได้รับการยอมรับสากล ขอเชิญศึกษาจากเรียงความเรื่องสั้นเล่มนี้ได้

การเลือกใช้คำอุปมาอุปไมยทำให้ปราบดาดูเป็นคนช่างคิด เล่าเรื่องได้เห็นภาพ คำเปรียบเทียบมีทั้งเสียดสีและเชิงตลก จนอยากเชิญให้มาเป็นก๊อปปีไรท์เตอร์ส่วนตัวให้ ต่างจากหนังสือในถังขยะของเราเล่มที่เคยพูดถึงไปอย่างสิ้นเชิง ส่วนสไตล์และความเป็นตัวของตัวเองแน่นอนอยู่แล้วว่ามีครบ อื้อออ…นี่มันหนังสือที่เรารอคอยนี่นา….

แต่ Even a good thing is not as good as nothing. 2 บทผ่านไป ก็เริ่มสำลักซะแล้ว การเริ่มต้นเรียงร้องถ้อยคำให้เริ่มต้นและจบลงอย่างคมคายดูจะเป็นเรื่องเด่นที่ปราบดาใส่เปลือกมาให้ ที่ใช้คำว่าเปลือกเพราะความหมายข้างในไม่ได้ถูกกลั่นกรองให้หมดจดเหมือนจังหวะอักษรเหล่านั้น ปลายตอนที่บทสรุปเพราะๆ แต่กลับไม่โดน ไม่คล้อยตาม และแม้กระทั่งขัดแย้งใน argument ของเขาเองอย่างเหลือเชื่อ เหลือเชื่อเพราะถ้าปราบดาได้มานั่งอ่านหรือให้คนอื่นอ่านเพื่อตรวจทานพิสูจน์อักษรจนไม่ผิดพลาดเลยได้ขนาดนี้ ทำไมเขาถึงกลับไม่เห็นว่าความหมายข้างในมันบิด โดยเฉพาะเรื่องความเท่ของไอน์สไตน์ และเรื่องโรงเรียนศิลปะของเขา อ่านไปก็เถียงไป(บางทีก็ด่าไปมั่ง) ที่ไปว่าเขาน่ะ ตัวเองเป็นหมดเลยเว้ย หรือมันอาจจะเป็นแผนลวงของปราบดากระมังที่ทำให้เรามีส่วนร่วมในหนังสือโดยการเถียงและเขียนระบายเยี่ยงนี้แล…

The melancholy death of oyster boy

March 30, 2008 by eareye

แปลหนังสือเป็นงานยาก และต้องละเมียดละไม เคารพความคิดเดิมของผู้แต่ง
ต้องบอกว่าเล่มนี้อ่านแล้วผิดหวังในฝีมือการแปล
เพราะได้ทำลายเนื้อหาใจความและเสียอรรถรสไปหลายส่วน
บางคำไม่มีในฉบับดั้งเดิมของเบอร์ตัน คุณปรายยังอุตส่าห์เติมลงมา
หรือบางท่อนประโยค ก็ถูกปรับเปลี่ยนไป
จะด้วยเพราะอยากให้มันเป็นกลอนคล้องจองหรือก็มิใช่

อีกอย่างที่พะอืดพะอมคือบทคำนิยม คำนำทั้งหลายทั้งปวง
ควรจะตรวจทานสำนวนและใช้ภาษาให้เข้าท่ากว่านี้
รู้สึกเหมือนกำลังเรียง้อยประโยคเท่ๆวกวนซ้ำไปมา
ไร้พลังโดยสิ้นเชิง

ที่ขอชมคือรูปเล่มหนังสือ หน้าปก และศิลปกรรม
แต่ขอเพิ่มว่าไม่ควรจัดเนื้อหาข้างในกลางหน้ากระดาษ
เพราะอ่านยากและไม่มีเหตุผลใดที่ประโยคทุกท่อนต้องอยู่กึ่งกลาง

ศาสดาเบสต์เซลเลอร์ ฮารูกิ มูราคามิ, ปราย พันแสง

March 30, 2008 by eareye

cover1.jpg
ถึงจะเข็ดกับสำนวนการแปลของปราย พันแสง แต่งานนี้อยากจะพิสูจน์ฝีมือการเรียบเรียงร้อยถ้อยความของเธออีกหน ตอนนี้อ่านถึงหน้า 149 ยังไม่จบดี ได้ข้อแนะนำจากบทสัมภาษณ์ของมูราคามิต่อความสำคัญของ Translator ทำให้อยากอ่านต้นฉบับของมูราคามิในภาษาอังกฤษที่แปลโดย Jay Rubin บุคคลที่มูราคามิกล่าวไว้ว่าสไตล์งานแปลของเขาจะคงไว้ซึ่งของเดิมของต้นฉบับมากที่สุด กับมูราคามินั้นส่วนตัวแล้วคิดว่าเขาคือหนึ่งในศิลปินเฟสที่ 2 ของ narrative style เฟสแรกคือแนว Orthodox ที่ใช้การเล่าเรื่องอย่างมีตรรกะและตามครรลองของเวลา เฟสสองหรือที่เราๆเคยเห็นกันจากงาน Motions ของ David Lynch ล้วนแต่ตรงข้ามโดยสิ้นเชิงกับแนว Orthodox ศิลปินกลุ่มนี้จะใช้จังหวะของดนตรีขับเคลื่อนเนื้อหาของเขา มากกว่าจะใช้จังหวะของความมีเหตุมีผล หากจะเปรียบเทียบไปก็เหมือนใช้ความฝันมาเล่าเรื่อง ในความฝันเราไม่มีบทเริ่มต้นและบทสรุปชัดเจน หากแต่มาจากประสบการณ์และมโนสำนึกก่อเกิดเป็นเรื่องราวที่หาต้นชนปลายเป็นคำตอบใดๆมิได้

และเช่มเดิมกับปราย พันแสง งานเขียนเล่มนี้ยังไม่เกิดประกายใดๆหรือสร้างความประทับใจให้ จัดอยู่ในระดับมาตรฐาน แต่ถือว่าดีกว่าฝีมือการแปลของเธอ